AdBlueprint
Targeting
google ads
retargeting
rlsa

Retargeting บน Google Ads: RLSA, Display Remarketing และ YouTube Remarketing ต่างกันยังไง?

RLSA, Display Remarketing และ YouTube Remarketing เข้าถึงคนกลุ่มเดิม แต่ทำงานคนละแบบ ใช้ผิดอัน = จ่ายเงินสำหรับโฆษณาที่คนไม่พร้อมดู ใช้ถูก = ปิดการขายได้ต้นทุนต่ำลง

AdBlueprint Team 3 min read

คนส่วนใหญ่คิดว่า retargeting บน Google คือ "ยิงโฆษณาหาคนที่เคยเข้าเว็บ" — ซึ่งก็ถูกต้อง แต่นั่นคือจุดที่เข้าใจผิดกันเยอะที่สุดเลย เพราะ RLSA, Display Remarketing และ YouTube Remarketing เข้าถึงคนกลุ่มเดิม แต่ทำงานคนละแบบสิ้นเชิง ใช้ผิดอัน คุณจ่ายเงินสำหรับโฆษณาที่คนไม่พร้อมเห็น

Google รู้จัก "คนเคยเข้าเว็บคุณ" ยังไง

Google ติดตามผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ผ่าน Google tag ที่ติดบนเว็บ หรือ audience ที่ import จาก Google Analytics จากนั้นให้คุณเอา audience กลุ่มนี้ไปใช้ใน 3 channel ที่ต่างกัน — Search, Display Network และ YouTube

RLSA — เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด แต่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด

RLSA (Remarketing Lists for Search Ads) คือการนำ audience "คนเคยเข้าเว็บ" ไปซ้อนกับ Search Ads ธรรมดา

สมมติคนเข้าเว็บขายครีมกันแดดคุณ แล้ว 3 วันถัดมาเขาไป Google พิมพ์ "ครีมกันแดด spf50" — คุณ bid สูงขึ้น 30–70% สำหรับคนคนนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้โฆษณาขึ้นอันดับบนสุด

ทำไม RLSA ถึงดีกว่า remarketing แบบอื่น:

วิธีตั้งค่า: เข้า Campaign → Audiences → เพิ่ม "Website visitors" → เลือก Observation mode ก่อนเพื่อรวบข้อมูล 2 สัปดาห์ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น bid adjustment +30% ขึ้นไป หรือ switch เป็น Targeting mode ถ้าต้องการยิงแค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว

Display Remarketing — ทำให้คนจำ ไม่ใช่ทำให้คนซื้อ

Display Remarketing คือ banner และ image ads ที่ follow คนไปทั่วเน็ต — เว็บข่าว, แอพมือถือ, YouTube ผ่านเครือข่าย Google Display Network (GDN)

context ต่างจาก RLSA อย่างสิ้นเชิง: คนไม่ได้กำลังหาอะไร พวกเขากำลังอ่านข่าว ดูบทความ หรือเล่นเกม — ไม่ได้นั่ง Google เพื่อซื้อของ

Display ทำได้ดีเรื่อง:

ตั้ง frequency cap ไว้ที่ 3–5 impressions ต่อคนต่อสัปดาห์ ถ้าปล่อย default โฆษณาจะตามคนถี่จนกลายเป็น brand annoyance แทน brand recall

YouTube Remarketing — ใช้เมื่อสินค้าต้องการ "อธิบาย"

YouTube Remarketing คือ video ads ที่แสดงต่อคนที่เคยเข้าเว็บคุณขณะพวกเขาดู YouTube ต่างจาก Display ที่ให้คุณ 2 วินาทีในการดึงสายตา YouTube ให้เวลา 15–60 วินาทีในการเล่าเรื่อง

เหมาะกับ:

ถ้าสินค้าคุณอธิบายได้ใน banner 5 คำ ไม่ต้องใช้ YouTube — ใช้ Display ถูกกว่า และ setup ง่ายกว่านะ

กับดักที่ไม่มีใครพูดถึง — Audience Overlap ทำให้ Attribution พัง

ถ้ารัน RLSA + Display + YouTube พร้อมกันโดยไม่มี audience exclusion คนเดิมคนเดียวอาจเจอโฆษณาคุณทั้ง 3 ช่องทางในวันเดียวกัน งบกินซ้ำกัน Attribution ยุ่งเหยิง แล้วก็ไม่รู้ว่าอันไหนกันแน่ที่ปิดการขาย

แก้ได้ 3 ขั้นตอนนี้:

  1. Exclude converters — เพิ่ม audience "ซื้อแล้ว" เป็น exclusion ทุก campaign เพื่อไม่เสียงบกับคนที่ซื้อไปแล้ว
  2. แบ่ง audience ตาม recency — 1–3 วัน (hot) / 7–14 วัน (warm) / 15–30 วัน (cooling) bid ต่างกัน คนร้อนได้รับ offer คนเย็นได้รับ value reminder
  3. ถ้างบจำกัด ให้ priority RLSA ก่อน — intent สูงสุด ตัด Display ทิ้งก่อนที่จะตัด RLSA

Quick Reference

ประเภทสถานะของคนดูเหมาะกับงบขั้นต่ำ/วัน
RLSAกำลัง search อยู่ปิดการขายขึ้นกับ Search campaign
Displayเล่นเน็ต / อ่านบทความBrand recall~฿50
YouTubeกำลังดูวิดีโออธิบาย + พิจารณา~฿100

ขั้นตอนถัดไป

Retargeting บน Google ทำงานดีสุดเมื่อแต่ละ format match กับ intent ของคนดูในขณะนั้น ไม่ใช่ยิงทั้ง 3 พร้อมกันแล้วหวังว่าจะ work

เริ่มจาก RLSA ก่อนเพราะ intent สูงสุด เพิ่ม Display ถ้าต้องการ brand recall ในงบประหยัด และเพิ่ม YouTube ต่อเมื่อสินค้าต้องการวิดีโออธิบาย ถ้ารัน Meta Ads ด้วย AdBlueprint จะช่วยวาง Funnel strategy ที่ไม่ให้งบ Google กับ Meta ซ้อนกัน

Frequently asked questions

RLSA ต่างจาก Display Remarketing ยังไง?
RLSA ยิงโฆษณาตอนคนกำลัง search บน Google อยู่จริงๆ — intent สูงสุด ส่วน Display Remarketing ยิง banner ตอนคนเล่นเน็ตทั่วไป เช่น อ่านข่าวหรือดูบทความ ไม่ได้กำลังหาซื้ออะไร Conversion rate ของ RLSA audience มักสูงกว่า Display 2–5 เท่า
ควรตั้ง frequency cap สำหรับ Display Remarketing ที่เท่าไหร่?
ตั้ง frequency cap ไว้ที่ 3–5 impressions ต่อคนต่อสัปดาห์ ถ้าปล่อย default โฆษณาจะตามคนถี่เกินจนกลายเป็น brand annoyance แทน brand recall ซึ่งส่งผลให้คนรู้สึกลบต่อแบรนด์คุณแทนที่จะจำ
YouTube Remarketing เหมาะกับสินค้าประเภทไหน?
YouTube Remarketing เหมาะกับสินค้าที่ต้องการ demo หรืออธิบาย เช่น อุปกรณ์, SaaS, คอร์สออนไลน์ หรือสินค้าที่ AOV เกิน ฿3,000 ที่คนต้องการข้อมูลก่อนตัดสินใจ ถ้าสินค้าอธิบายได้ใน banner 5 คำ ใช้ Display ถูกกว่าและ setup ง่ายกว่า